Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดเสวนาเรื่อง Economic Power of Thailand’s Military: Plundering Security? โดยมีวิทยากร ได้แก่ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักสื่อสารมวลชนและนักวิจัยอิสระ, รศ.ดร.กานดา นาคน้อย จากมหาวิทยาลัยคอนเน็คติคัท, ดร.พอล แชมเบอร์ส จากสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี : ทำไมต้องปฏิรูปกองทัพ?

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนและนักวิจัยอิสระ เริ่มต้นด้วยคำถามว่า ทำไมเราจึงพูดเรื่องการปฏิรูปกองทัพใน พ.ศ.นี้ โดยยกเหตุผล 4 ข้อคือ 1) ทหารอยู่ในการเมืองมากเกินไป นานเกินไป และบ่อยเกินไป จนกลายเป็นรัฐพันลึก (Deep State)  2) เมื่ออยู่ในการเมืองมากเกินไปทหารจึงไปควบคุมเศรษฐกิจ 3) กระแสทางการเมืองที่นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และ 4) แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นมากมาย และอาวุธยุทธโธปกรณ์ที่ไม่เข้ากับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ 

เรื่องการเมือง อำนาจกองทัพมีมาก การรัฐประหารหลายครั้งทำให้อำนาจทหารมากเกินไปในโครงสร้างการบริหารประเทศ (กฎอัยการศึกที่ให้อำนาจทหาร, ความเป็นอิสระในการดำเนินกิจการต่างประเทศ) ภารกิจที่มากเกินไป ทั้งการปกป้องประเทศ, ปกป้องราชสำนัก, ความมั่นคงของชาติ, การพัฒนา และการช่วยเหลือภัยพิบัติ และการแทรกแซงทางสังคมค่อนข้างมาก

หากถามว่าทำไมต้องปฏิรูป ก็ต้องไปดูเรื่องงบประมาณของกองทัพ งบประมาณสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้แต่รัฐบาลปัจจุบันที่ในการเลือกตั้งประกาศจะลดงบประมาณกองทัพ แต่งบประมาณก็กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไปในบางกรณี ปัญหาก็คือการตรวจสอบที่ยาก เช่นงบลับที่ไม่สามารถชี้แจงได้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัญหาที่ต้องปฏิรูป

โฆษณา - Advertising

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจของการสัมมนานี้ คือ กิจการของกองทัพ กองทัพเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีที่ดินมาก ประมาณ 6.25 ล้านไร่ ในจำนวนนี้กองทัพบกหน่วยเดียวครอบครองมากถึง 5 ล้านไร่ (มากที่สุดอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 4 ล้านไร่) ในอดีตกองทัพขอที่ดินจากรัฐนำไปทำภารกิจทางการทหาร แต่พอมีที่ดินที่มากเกินไปจึงเกิดการทำสนามกอล์ฟ โดยแจ้งต่อคณะกรรมมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรไว้ว่า มี 55 แห่งทั่วประเทศ (มีอีก 4 แห่งที่ไม่แจ้งต่อกรรมมาธิการ) และยังมีโรงแรม/ที่พัก มากกว่า 18 แห่ง สถานที่ท่องเที่ยว/การจัดการท่องเที่ยวบนที่ดินของกองทัพ กว่า 371 แห่ง ที่เป็นลักษณะธุรกิจ

ส่วนธุรกิจอื่นๆ ก็จะเป็นธุรกิจสวนปาล์ม 1 แห่ง ที่กองบิน 7 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กิจการจำหน่ายไฟฟ้า 1 แห่งที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ขายไฟให้ชาวบ้านใช้ทั้งอำเภอ อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะไฟฟ้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการจ่ายกระแสไฟแก่เรือ แต่ทำไมต้องจ่ายให้ชาวบ้าน และมีราคาที่แพงกว่าไฟฟ้าของ กฟภ., ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง 1 แห่ง ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ผลิตได้ 0.6% ของความต้องการของประเทศ, กิจการโทรคมนาคม 200 ช่อง, ห้างค้าของชำ 163 แห่ง เป็นต้น

ทำไมต้องคุยกันเรื่องธุรกิจกองทัพ? ประเด็นนี้มีข้อพิจารณา 4 ข้อ คือ 1) กองทัพไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินธุรกิจที่กล่าวมาข้างต้น 2) ประสิทธิภาพในการผลิตหรือการบริหารไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หลายกิจการก็ต้องหาเงินส่วนหนึ่งเพื่ออุ้มกิจการเอาไว้ 3) ไม่มีความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ตรวจสอบไม่ค่อยได้  ไม่มีความเป็นธรรมทั้งต่อหน่วยงานราชการด้วยกันและต่อสังคมเอง 4) สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังบีบให้กองทัพต้องปฏิรูปตนเอง การแข่งขันทางอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาจำเป็นจะต้องพูดถึง เราจะต้องปรับตัวอย่างไร สหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรอันยาวนานของกองทัพไทยก็จะไม่สนับสนุนเมื่อมีการรัฐประหาร หรือข้อพิพาทในบริเวณทะเลจีนใต้ เพราะเกี่ยวข้องกันไปทั้งหมดในเอเชีย รวมทั้งปัญหาใกล้บ้านอย่างความขัดแย้งในเมียนมา ที่ส่งผลกระทบกับความมั่นคงของไทยโดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่กองทัพต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลง

กองทัพในสมัยของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เริ่มต้นด้วยการประกาศแนวทางการปฏิรูปกองทัพต่อรัฐสภา 5 ข้อ คือ 1) การเกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นแบบสมัครใจ 2) ปรับปรุงหลักสูตร รด (นักศึกษาวิชาทหาร) ให้มีความสร้างสรรค์มากขึ้น 3) ลดจำนวนนายพล นายพลในที่นี้คือนายพลที่ว่างงานตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง ที่ปรึกษากองทัพบ้าง แต่ไม่มีอะไรทำและมีอยู่จำนวนมาก 4) ปฏิรูปแนวปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง  และ 5) นำกิจการหรือทรัพย์สินของกองทัพมาทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมมากขึ้น 

รัฐบาลเศรษฐาทำอะไรไปแล้วบ้าง การแก้ปัญหาเรือดำน้ำยังไม่ถึงไหน, การเสนอแพ็คเกจเออรี่รีไทร์สำหรับนายพลให้ลาออก ในอายุ 55 ปีโดยได้ชดเชย 10 เดือน เพื่อลดจำนวนนายพล ซึ่งล้มเหลวเพราะแรงจูงใจในการลาออกนั้นไม่เพียงพอ, เสนอแก้ไข พ.ร.บ.สภากลาโหม ซึ่งผ่านการเขียนมาโดยสภากลาโหม ยังค้างอยู่ในครม. ส่วนรัฐบาลแพทองธาร ไม่ได้กล่าวถึงการปฏิรูปอะไรมาก และในส่วนของการกระทำ คือ สกัดกั้นให้ สส.พรรคเพื่อไทยเองถอนร่าง พ.ร.บ.สภากลาโหม  เรียกว่ายังไม่มีอะไรชัดเจนในรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนข้อเสนอในการปฏิรูปกองทัพของฝ่ายค้านที่เป็นแพคเกจก็ถูกตีตกทั้งหมด แม้แต่ความพยายามการจัดสรรงบประมาณกลาโหม เนื่องจากกระทรวงกลาโหมมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากและออกระเบียบมารองรับให้ไม่ต้องรายงานแม้แต่ สตง. เช่น กิจการของททบ.5  ส่วนที่รัฐสภาทำคือ กมธ.ทหารนำเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยศาลทหาร จำกัดอำนาจทางตุลาการของกองทัพ, อยู่ระหว่างศึกษาเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, รับข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิภายในกองทัพ เป็นต้น

ในแง่หนึ่ง กองทัพมีแผนที่จะปฏิรูปตนเองเช่นกัน แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงให้เข้าสู่สมัยใหม่ เป็นเพียงการปรับปรุงการทำงานของกองทัพ แต่ข้อเรียกร้องทางสังคมให้เลิกระบบระบบเกณฑ์ทหารก็ไม่ได้รับการตอบสนอง มีการโครงการให้คนสมัครอยู่จำนวนหนึ่ง ปีที่ผ่านมามีคนสมัคร 15,000 คน ที่เหลืออีก 70,000 คนยังจับใบดำ-แดง ส่วนการลดจำนวนนายพล เมื่อปี 2008 กองทัพมีแนวทางการลดจำนวนนายพล (ที่ไม่มีงานทำ) ลงครึ่งหนึ่ง จาก 752 ให้เหลือ 384 คนภายในปี 2028 โดยใช้วิธีฟรีซจำนวนนักเรียนนายร้อย ณ ตอนนี้ปี 2024 เหลือนายพลว่างงานอยู่ 433 คน อันนี้ไม่รวมนายพลเป็น comander ซึ่ง ณ ปัจจุบันอาจมีอยู่ 965 คน รวมแล้วคือมีประมาณ 1,400 นายพลในปัจจุบัน สุดท้ายเรื่อง กอ.รมน. ซึ่งแกนกลางจริงๆ ถือเป็นส่วนแยกของกองทัพก็ไม่ได้รับการปรับปรุง

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : สนามม้า พื้นที่เจ้านาย, นายพล, เจ้าสัว, นักการเมือง

ดร.อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ นักวิจัยระดับเชี่ยวชาญพิเศษจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นเล่าถึงเหตุผลที่สนใจศึกษาธุรกิจสนามม้าของกองทัพ จากนั้นค่อยๆ พาผู้ฟังสำรวจธุรกิจสนามม้าของผู้นำในกองทัพไทย รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่สนามม้าในประเทศไทย

แรกเริ่มนั้น อุกฤษฏ์มีความสนใจที่จะศึกษาการเมืองภายในประเทศตั้งแต่เป็นนักศึกษา แม้ขณะนั้นจะศึกษาอยู่ในภาครัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หลังจากทำการศึกษาพัฒนาการทางธุรกิจของผู้นำกองทัพอินโดนีเซียแล้ว จึงได้เริ่มหันมาใช้วิธีศึกษาเดียวกันในการศึกษาธุรกิจของบรรดาผู้นำกองทัพไทย โดยเหตุผลที่เลือกศึกษาสนามม้าคือ ในแวดวงนักวิชาการที่สนใจศึกษาธุรกิจของกองทัพ แม้จะมีผู้ที่เคยศึกษาในหัวข้อศึกษาที่เกี่ยวกับธุรกิจของของผู้นำกองทัพไทย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาพัฒนาการธุรกิจของกองทัพ การสะสมทุนของกองทัพ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ทุนนิยมราชการ ฯลฯ แต่ยังมีธุรกิจกลุ่มหนึ่งของกองทัพที่ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเจาะจง คือ “สนามม้า” และสนามมวย แต่การศึกษาธุรกิจสนามมวยอาจมีความเสี่ยงต่อผู้วิจัย ทำให้ท้ายที่สุดเลือกศึกษาธุรกิจสนามม้าของกองทัพ

ตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษาธุรกิจสนามม้า พบว่า ผู้ที่ดำเนินธุรกิจสนามม้าเกือบทั้งหมดในประเทศไทยเป็นผู้มีอำนาจในทางการเมืองและมีความร่ำรวยมาก เนื่องจากธุรกิจสนามม้าเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก ม้าเพียงตัวเดียวที่นำมาแข่งในสนามอาจมีราคาสูงถึง 5 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดูแลม้า ฉะนั้นกิจการนี้จึงต้องอาศัยนักลงทุนที่ร่ำรวยมาก

จากการศึกษาของอุกฤษฏ์พบว่า ผู้ประกอบธุรกิจสนามม้าสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) นักการเมืองท้องถิ่น  2) ผู้นำในกองทัพ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจสนามม้าที่มีจำนวนมากที่สุด โดยธุรกิจสนามม้าในปัจจุบันมีเจ้าของ/หุ้นส่วนที่เป็นผู้นำในกองทัพหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้นำในกองทัพถึง 53 คน และผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้นำกองทัพโดยตรง 44 คน 

สนามม้าถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่ตรวจสอบความโปร่งใสของการดำเนินกิจการได้ยาก เนื่องจากการดำเนินธุรกิจมักกระทำผ่านการแลกเปลี่ยนเงินสด ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ นอกจากนั้นสนามม้ายังถูกจัดว่าเป็นหนึ่งใน “สวัสดิการ” ของกองทัพที่จัดเตรียมไว้บริการกำลังพลของกองทัพ จึงได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษี ส่งผลให้การตรวจสอบยิ่งยากขึ้นไปกว่าเดิม

ในขณะเดียวกัน ธุรกิจด้านการบริการของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือสนามกอฟล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามม้าของผู้นำกองทัพ หรือบางแห่งอาจมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจสนามม้าจากนั้นจึงขยายกิจการไปครอบคลุมในธุรกิจภาคบริการอื่น ทั้งหมดล้วนแต่แล้วแต่อยู่ในอำนาจการบริหารจัดการของผู้นำในกองทัพไทย และเป็นธุรกิจเพื่อสวัสดิการของกำลังพลของกองทัพไทยทั้งสิ้น

เหตุที่สนามม้าเป็นธุรกิจ ‘สารตั้งต้น’ ของธุรกิจบริการอื่นๆ ของกองทัพ อุกฤษฏ์ตั้งข้อสังเกตว่า สนามม้าเป็นพื้นที่ของกลุ่มชนชั้นนำของประเทศไทยจากภาคส่วนต่างๆ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 เสียอีก นั่นทำให้สนามม้ากลายเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นนำของประเทศไทย ฉะนั้น การศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงสามารถถูกศึกษาผ่านการทำความเข้าใจพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสนามม้าได้

อุกฤษฏ์ยังปิดท้ายด้วยข้อสังเกตเล็กๆ ด้วยว่า ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักเกิดจากการที่ผู้นำในกองทัพเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของพวกเขา 

พอล แชมเบอร์ส : ทุนสีกากี การเติบโตในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ

ดร.พอล แชมเบอร์ส อาจารย์และนักวิจัยประจำสถาประชาคมอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำเสนอข้อค้นพบจากงานศึกษาในหนังสือ Khaki Capital: The Political Economy of the Military in Southeast Asia หรือแปลเป็นไทยคือ เศรษฐศาสตร์การเมืองของกองทัพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพอลเลือกนำเสนอพัฒนาการการสะสมทุนของผู้นำในกองทัพผ่านหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (state-owned enterprise)

พอล เริ่มต้นการบรรยายว่า ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนการปกครองของประเทศไทยในปี 2475 ได้มีแนวคิดในการก่อตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อเป็นหน่วยงานในการดำเนินธุรกิจของรัฐ หลังจากก่อตั้งสำเร็จหน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้กลายมาเป็นช่องทางในการหารายได้และสะสมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของผู้นำในกองทัพไทย 

หลังจากนั้น พอลได้แบ่งพัฒนาการการหารายได้และสะสมทุนของผู้นำในกองทัพออกเป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่

1) ช่วงเริ่มต้นก่อตั้งรัฐวิสาหกิจหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 - 2490 เป็นช่วงเวลาแรกของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และการยึดครองพื้นที่ทางเศรษฐกิจโดยรัฐ ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลเริ่มประกาศใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการดำเนินกิจการของคนจีนในประเทศไทย เพื่อให้รัฐเป็นผู้ดำเนินกิจการดังกล่าวแทนผ่านการจัดตั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ โดยกองทัพและฝ่ายมั่นคงเริ่มแทรกซึมเข้ามามีบทบาทในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ 

2) ระหว่างปี พ.ศ.2490-2516 ช่วงเวลาแห่งความเฟื่องฟูของการสะสมความมั่งคั่งของผู้นำในกองทัพจากรัฐวิสาหกิจ เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2490 ที่นอกจากจะเป็นการรัฐประหารเพื่อปิดฉากช่วงเวลาแห่งประชาธิปไตยของคณะราษฎร ยังเป็นการรัฐประหารที่เปิดทางให้เกิดการแสวงหาความมั่งคั่งของผู้นำในกองทัพผ่านการเข้าไปมีตำแหน่งบริหารระดับสูงในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นั่นทำให้ผู้นำในกองทัพมีอำนาจและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในประเทศ เนื่องจากในช่วงเวลานี้ภาคเอกชนยังมิได้มีอำนาจและความมั่งคั่งอยู่เหนือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 

นอกจากนั้น ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ยังปรากฏการขับเคี่ยวกันระหว่างผู้นำกองทัพจาก ‘บ้านสี่เสาเทเวศร์’ และผู้นำกองทัพสังกัด ‘ซอยราชครู’ ทั้งคู่ขับเคี่ยวกันทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ โดยทหารแต่ละบ้านจะส่งคนในบัญชาของตนไปนั่งเป็นผู้บริหารในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อสะสมความมั่งคั่งในทางเศรษฐกิจ แต่แล้วบ้านราชครูก็เริ่มเสื่อมอำนาจในทางเศรษฐกิจหลังปี 2510 เห็นได้จากจำนวนผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของทหารบ้านสี่เสาเทเวศร์

3) เวลาระหว่างปี พ.ศ.2516 - 2544 ช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และช่วงเวลาที่กองทัพเริ่มสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ 

ในช่วงเวลานี้ ความมั่งคั่งของผู้นำในกองทัพเริ่มถูกสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2530 เป็นต้นมา เนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจการเมืองที่เปลี่ยนแปลงจากเงื่อนไข 5 ประการ ดังนี้

(1) กองทัพในช่วงเวลานี้เริ่มถ่อยร่นออกจากหน้าฉากทางการเมือง หลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535

(2) การก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ อานันท์ ปันยารชุน ที่เริ่มดำเนินการปฏิรูปการทำงานของรัฐวิสาหกิจและเริ่มยึดคืนตำแหน่งบริหารรัฐวิสาหกิจจากผู้นำในกองทัพ

(3) ผู้นำในกองทัพเริ่มถูกกีดกันให้ออกจากการบริหารเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลต้องการลบภาพจำการต่อรองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของผู้นำกองทัพ

4) ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและการบริหารความมั่งคั่งของผู้นำกองทัพมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของนักธุรกิจจากภาคเอกชนมีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้นักธุรกิจเริ่มเถลิงอำนาจทางเศรษฐกิจ จนสามารถเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ (และการเมือง) ของประเทศ

5) วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่เร่งผลักดันให้เกิดการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้ผู้นำในกองทัพเริ่มสูญเสียตำแหน่งบริหารรัฐวิสาหกิจ

ท้ายที่สุด แม้กองทัพจะเริ่มสูญเสียผลประโยชน์จากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลานี้ แต่รัฐวิสาหกิจก็ยังเป็นช่องทางในการแสวงหาความมั่งคั่งของผู้นำในกองทัพเสมอมา เพียงแต่การเข้าถึงช่องทางความมั่งคั่งเหล่านี้มีความซับซ้อนมากขึ้น อย่างไรก็ดีจำนวนผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่มาจากกองทัพก็ลดลงไปตั้งแต่ช่วงเวลานี้เป็นต้นไป

4) ช่วงเวลาหลังปี พ.ศ.2544 จวบจนปัจจุบัน หลังการรัฐประหารรัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ทักษิณ ชินวัตร กองทัพเริ่มดำเนินการโครงการยึดคืนตำแหน่งการบริหารในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผ่านการแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับผู้นำในกองทัพเข้านั่งในตำแหน่งบริหารของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่นเดียวกับการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่ตำแหน่งบริหารของรัฐวิสาหกิจก็ถูกปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2549 พร้อมกับที่กองทัพเริ่มขยายขอบเขตอำนาจในทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลานี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการขับเคี่ยวกันไปมาระหว่างกองทัพกับกลุ่มการเมืองอื่นเพื่อแย่งชิงความมั่งคั่งและอำนาจในการบริหาร/จัดการเศรษฐกิจ

พอลยังตั้งข้อสังเกตว่า หลังการรัฐประหารทุกครั้งกองทัพจะได้เข้าไปปรับเปลี่ยนตำแหน่งบริหารในรัฐวิสาหกิจมากขึ้น ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องที่พอคาดเดาได้ การยึดอำนาจในแต่ละครั้งจึงเปรียบเสมือนความพยายามในการชักนำประเทศไทยกลับไปสู่ช่วงเวลาระหว่างปี 2490-2516 ที่กองทัพมีอำนาจและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจการเมืองอยู่เหนือทุกกลุ่มการเมือง

ท้ายที่สุด พอลเสนอว่า รัฐวิสาหกิจควรถูกตั้งคำถามและปฏิรูปหรือไม่ เนื่องจากจำนวนผู้บริหารกว่าครึ่งมาจากกองทัพ การดำรงอยู่และดำเนินกิจการของรัฐวิสาหกิจจึงควรถูกตั้งคำถามจากสังคมได้ว่า การดำรงอยู่และดำเนินกิจการของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ดำเนินไปโดยยึดถือผลประโยชน์ของสังคมและประชาชนอยู่หรือเปล่า

กานดา นาคน้อย: ที่ดินทหารเมืองยิ้ม

รศ.ดร. กานดา นาคน้อย อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอนเน็กทิคัต (University of Connecticut) นำเสนอข้อค้นพบจากการศึกษาทางวิชาการในประเด็นการถือครองที่ดินของหน่วยงานความมั่นคงของประเทศไทย ซึ่งหมายรวมถึงการศึกษาที่ดินในการครอบครองของกองทัพด้วยเช่นกัน โดยในการนำเสนอครั้งนี้แบ่งอออกเป็น 5 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย 1) ที่ดินกองทัพคืออะไร 2) ที่ดินของกองทัพอยู่ที่ใดบ้าง 3) กองทัพได้ครอบครองที่ดินเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ 4) การบริหาร/จัดการที่ดินกองทัพดำเนินการในรูปแบบใด และ 5) ทำไมเราต้องแคร์เรื่องการถือครองที่ดินของกองทัพไทย

ที่ดินกองทัพคืออะไร? กานดานำเสนอว่า ที่ดินของกองทัพคือที่ดินที่ถูกถือครองโดยหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม (Ministry of Defence: MOD) ซึ่งประกอบไปด้วยเหล่าทัพทั้ง 3 เหล่า, กองบัญชาการทหารสูงสุด และสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม โดยหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมทั้งหมดที่กล่าวมานี้ถือครองที่ดินในรูปแบบกรรมสิทธิ์มากถึง 4.5 ล้านไร่ และถือครองที่ดินที่เช่ากรรมสิทธิ์ต่อจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ อีกกว่า 2.7 ล้านไร่ รวมกันแล้วกองทัพถือครองที่ดินมากกว่า 7 ล้านไร่

ที่ดินกองทัพอยู่ตรงไหนบ้าง? จากการศึกษาของกานดาพบว่า จากจำนวนจังหวัด 77 จังหวัดในประเทศไทย กองทัพมีที่ดินที่ถือครองอยู่ใน 60 จังหวัด (รวมที่ดินที่เป็นที่ตั้งของค่ายทหารและที่ดินใช้สอยอื่นๆ) และเป็นหน่วยงานของรัฐที่ถือครองที่ดินมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ โดยจากจำนวน 60 จังหวัดที่กองทัพเข้าไปถือครองที่ดินภายในจังหวัดสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1) จังหวัดที่กองทัพเป็นหน่วยงานราชการที่ถือครองที่ดินเป็นอันดับ 1 มีอยู่ทั้งสิ้น 14 จังหวัด และที่ดินกว่า 91% ของที่ดินกองทัพทั้งหมดอยู่ภายใน 14 จังหวัดที่ว่านี้

ประเภทที่ 2) จังหวัดที่กองทัพมิได้ถือครองที่ดินเป็นอันดับ 1 ประกอบด้วย 46 จังหวัดที่เหลือ

ในขณะที่มีเพียง 17 จังหวัดเท่านั้นที่กองทัพมิได้ถือครองที่ดิน ยกเว้นจังหวัดอ่างทองที่มิได้มีฐานทัพของทหารแต่กลับปรากฎว่ามีที่ดินที่ครอบครองโดยกองทัพ นอกจากนั้น กานดายังพบว่าที่ดินกองทัพตั้งอยู่ในที่เมืองมากถึง 107 แห่ง และที่ดินกองทัพในพื้นที่ชนบทมีอยู่ทั้งสิ้น 69 แห่งด้วยกัน

กองทัพถือครองที่ดินเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? กานดาได้แบ่งช่วงเวลาที่กองทัพเริ่มขยายการครอบครองที่ดิน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้ 

1.ช่วงเวลาก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง กองทัพเริ่มถือครองที่ดินตั้งแต่หลังจากการจัดตั้งกองกำลังสมัยใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.2395 ปัจจุบันคือพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งได้ครอบครองตั้งแต่ปี 2413 และ 2437 ตามลำดับ นอกจากนั้นยังได้รับการจัดสรรที่ดินในหลายครั้งระหว่างปี 2511 - 2457 ที่ดินผืนหนึ่งที่หลายคนรู้จักคือ สนามบินดอนเมือง ที่ได้รับการจัดสรรมาตั้งแต่ปี 2457

2.ช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพได้รับที่ดินเดิมที่เคยอยู่ในการครอบครองของชนชั้นเจ้านาย รวมไปถึงที่ดินที่ถือครองโดยที่ถือครองโดยรัฐวิสาหกิจ กองทัพก็ได้เข้าไปถือครองด้วยส่วนหนึ่ง

3.ช่วงเวลาตั้งแต่สงครามเย็นเป็นต้นมา กองทัพเริ่มขยายการถือครองที่ดินออกไปในวงกว้าง ผ่านโครงการพัฒนาชนบทที่มีมากกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งเป็นช่องทางในการขยายการครอบครองที่ดินของกองทัพตลอดช่วงเวลาหลังสงครามเย็น นอกจากนั้นกองทัพในปัจจุบันยังเข้าไปถือครองที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นในระหว่างปี 2553-2562 

การบริหาร/จัดการที่ดินกองทัพดำเนินการในรูปแบบใด? กานดานำเสนอกรณีศึกษารูปแบบการบริหาร 4 กรณี ประกอบด้วย 

1) การให้เช่าที่ดินของกองทัพอากาศ ในที่ดินของสนามบินดอนเมืองและสนามบินเชียงใหม่ที่ให้สิทธิเช่าแก่บริษัทท่าอากาศยานไทย (AOT) 

2) การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยโดยกองทัพ ผ่านบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 โดยในปี 2548 กองทัพได้ก่อสร้างคอนโดมิเนียมเพื่อการอยู่อาศัยบนที่ดินกองทัพที่อยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครและภูเก็ต และยังได้สร้างบ้านเดี่ยวบนที่ดินกองทัพในจังหวัดเชียงใหม่ ชนบุรี สุพรรณบุรี และอุบลราชธานี ปัจจุบัน โครงการพัฒนาที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยโดยกองทัพยังคงดำเนินการอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา นครนายก และจังหวัดอื่นๆ อยู่ในขณะนี้

3) การปรับใช้หนองวัวซอโมเดล ที่ประกาศให้ชาวบ้านสามารถเข้ามาเช่าที่ดินของกองทัพได้ โครงการดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับผู้ที่อยู่อาศัยมาแต่เดิมก่อนการประกาศให้เช่าดินโดยกองทัพ

4) การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดินจากที่เคยใช้ในทางการรบ เปลี่ยนมาสู่การใช้ที่ดินในเชิงพาณิชย์ อาทิ สนามบินอู่ตะเภา ที่แต่เดิมเป็นสนามบินเพื่อการรบ แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนการใช้งานสนามบินให้ถูกใช้งานในรูปแบบสนามบินนานาชาติ

ท้ายที่สุด ทำไมเราต้องแคร์เรื่องการถือครองที่ดินของกองทัพไทย กานดาให้คำตอบว่า ที่ดินของกองทัพเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อกำไรและสวัสดิการของผู้นำในกองทัพไทยเพียงเท่านั้น ซ้ำยังขาดความโปร่งใสในการตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากที่ดิน นอกจากนั้นรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินเหล่านี้ได้ ทั้งที่ที่ดินหลายแห่งมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางของระบบขนส่งมวลชน สวนสาธารณะ หรือโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้เสียภาษี  

คำถามต่อวิทยากร

ในประเด็นเรื่องที่ดิน สนามกอล์ฟ ธุรกิจ และรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เราเคยเจอร่องรอยการเสียภาษีหรือไม่? 

สุภลักษณ์ กล่าวว่า กิจการส่วนใหญ่ของกองทัพเป็นกิจการเพื่อสวัสดิการของกำลังพล ดังนั้นจึงไม่เข้าข่ายของภาษี มีบางกิจการซึ่งเป็นเชิงธุรกิจ จะให้กองทัพบริหารเองหรือให้เอกชนเข้ามาบริหาร กิจการอีกประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังรัฐบาลประยุทธ์ คือกองทุนสวัสดิการของกองทัพอากาศที่ทำในอู่ตะเภา เพื่อซ่อมบำรุงเครื่องบินซึ่งก็ซ่อมได้บางรุ่น กรณีเมืองการบินก็ยังไม่ได้เริ่มต้น ส่วนตัวขอจัดอันดับกองทัพที่ค่อนข้างโปร่งใส ตามลำดับจากมากไปน้อย นั่นคือ กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กองบัญชาการกองทัพไทย และกองทัพบก

ในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ กานดา เน้นไปที่ ธนาคารทหารไทย อันนี้เป็นหน่วยงานที่จ่ายภาษีตามปกติ แรกๆ คิดว่าไม่สำคัญเพราะเขาจ่ายภาษีตามปกติ แต่กลับมีปัญหาว่าจริงๆ แล้วธนาคารทหารไทยมีหนี้สินเยอะและเอาภาษีไปอุ้ม เสร็จแล้วก็ได้ปรับโครงสร้างหนี้ให้หมดไป ปัจจุบันเหลือประมาณ 1% เศษ แต่น่าสนใจว่าทำไมกองทัพไม่ขายออกไป ซึ่งจะได้กำไรหรือเปล่า ที่พูดเรื่อธนาคารเนื่องจากได้อ่านเอกสารตอนก่อตั้ง จึงเข้าใจว่าเขาก่อตั้งเพื่อใช้ในการโอนเงินซื้ออาวุธและสวัสดิการ แต่ต่อมาธุรกิจนี้ก็มีเอกชนมาเกี่ยวเนื่องด้วย 

ส่วนอุกฤษฎ์ ตั้งข้อสังเกตไปที่สวัสดิการต่าง ๆ ของทหารทั้งเรื่องสวัสดิการสนามกอล์ฟ คลับต่างๆ  ทรัพย์สินทั้งตัวเงิน อาคาร ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลควรจะเก็บภาษีได้หรือไม่ เพราะเป็นประเด็นสาธารณะ

หากพูดเรื่องการลดจำนวนนายพลแล้ว นายทหารชั้นประทวนที่ว่างงานควรลดด้วยไหม? 

สุภลักษณ์ กล่าวว่า ที่ต้องเน้นไปที่นายพลก็เพราะเงินเดือนเยอะ ประเด็นนี้ต้องดูขนานของกองทัพโดยรวม ต้องพิจารณาถึงขนาดของกองทัพ ภารกิจอะไรที่ใช้กำลังพลเยอะมาก ไม่ต้องชั้นประทวน แต่น่าจะคำนึงถึงพลทหารด้วย เพราะพลทหารมีมากกว่า 1 แสนนาย เราจำเป็นต้องมีขนาดนั้นไหม ยกตัวอย่างเรื่องชายแดน มันมีเทคโนโลยีมากมาย กองทัพน่าจะลงทุนตรงนี้มากกว่าเพราะมันมีมูลค่าถูกกว่าชีวิตคนหนึ่งคน

 

** รายงานฉบับนี้เป็นการสรุปความจากการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ฉะนั้น ความผิดพลาดใดๆ ถือเป็นของผู้รายงาน มิใช่ความผิดพลาดของวิทยากรแต่อย่างใด 

ประชาไทอัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2568 เวลา 13.50 น.

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising